ผมออกเดินทางตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง นั่งรถสองแถวที่ประกอบด้วยไม้เป็นโครงสร้างหล้ก หลังลงจากรถก็เจอป้ายโฆษณางานบอลลูนอย่างที่เห็น ดูไม่อลังการเท่าไหร่ แต่ก็หวังลึกๆ ว่า จะได้เห็นบอลลูนลูกใหญ่ๆ ลอยขึ้นจากพื้นต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก  แต่โอ้แม่เจ้า สงสัยงานนี้จะไม่ใช่งานเล็กๆ เสียแล้ว เพราะมีฝูงตุ๊กตุ่นตุ๊กตาไดโนเสาร์น่ารักๆ ยืนตระหง่านเต็มลานหญ้าไปหมดเลย

ไอผมที่ไม่เคยมางานบอลลูนมาก่อน ก็นึกว่า เอาล่ะ วันนี้เราจะได้เห็นบอลลูนไดโนลอยเต็มน่านฟ้าเหนือเขาหัวล้าน(ที่นี่เค้าเรียกกันแบบนี้) หลังจากสำรวจฝูงไดโนเสาร์ได้พักใหญ่ก็แอบได้ยินพี่ยามคนนึงเล่าให้กับผู้มาเที่ยวงานฟังอย่างออกรสชาติว่า "โถๆๆๆ ลุงป้าน้าอา คงมากันเสียชาติเกิดเสียแล้วล่ะ เมื่อเช้าเค้าเอาบอลลูนขึ้นแล้วรอบนึง แต่ลมมันแรง เค้าก็เลยไม่กล้าเอาขึ้นอีก" ผมตระหนักว่าบอลลูนที่ว่ามันคงไม่ใช่ฝูงไดโนซะแล้ว แถมยังอดเห็นบอลลูนของจริงอีก เฮ่อ โทรไปบอกแม่ไม่ต้องมารับดีกว่า เดี๋ยวเดินเล่นแป๊บนึงแล้วกลับเองเลยละกัน
ผมเลยเดินลอยชาย ระลึกความหลังเก่าๆ ที่เคยมี(กะเค้าเหมือนกัน)บนเขาหญ้า เลยเก็บรูปหญ้าที่ทำให้ภูเขาแถวนี้ได้รับฉายาว่าภูเขาหญ้ามาให้ดูกันด้วย 

เมื่อผมวัยกระเตาะ ภูเขาแถวนีเต็มไปด้วยหญ้าแบบนี้สูงแทบท่วมหัว  ถ้าคุณขึ้นไปยืนบนยอดเขา แล้วมองลงมา จะเห็นคลื่นหญ้าปลิวตามแรงลมแล้วรู้สึกว่ามันต้องนุ่มน่าดู ผมเคยเผลอคิดแบบนั้นแล้วกลิ้งลงมาจากภูเขาแถวนี้มาแล้ว เจอก้อนหินดินทรายเป็นแผลเต็มตัวไปหมด

เมื่อเบื่อการจินตนาการเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอ ผมก็เดินกลับเข้ามาในงานอีกครั้ง  คราวนี้ผมสังเกตเห็นสวนหย่อมที่มีกาหยู(มะม่วงหิมพานต์) 3 ลูกใหญ่ๆ รู้สึกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อได้ตรงไปตรงมาดีว่า ที่นี่ เรามีกาหยูนะ :) 

เลยจากฝูงน้องไดโนมาหน่อยก็มีการเล่นว่าว (ของจริงจ้า อย่าคิดลึก) สังเกตพี่เสื้อดำดีๆ พี่แกกำลังโดนว่าวฉุดกระชากลากถู เลยต้องอาศัยพี่อีกคนลากเอวไว้อีกแรง สิบนาทีต่อมา เริ่มมีความเคลื่อนไหวบริเวณที่มีบอลลูนจริงวางอยู่ ผมเลยเดินตามหลังพี่เสื้อขาวมาตามคำชวน

สำหรับคนที่ไม่เคยแวะมาเที่ยวระนอง อาจเข้าใจผิดได้ว่า "หงาว" เป็นเสียงร้องของน้องเหมียว แท้จริงแล้วเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองจังหวัดระนอง และเป็นที่ตั้งของภูเขาหญ้านี่เอง ไว้มาลุ้นกันว่า ผมจะได้เห็นบอลลูนกันรึป่าวในตอนหน้านะครับ

Comment

Comment:

Tweet

ชั่